COVID-19 ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราทุกคนซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงแรกของการแพร่ระบาดในไทย

ออฟฟิศของเราตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ ซึ่งถือเป็นจุดแรกๆ ที่มีการแพร่กระจายของไวรัส ทำให้เราต้องปรับมา Work from home หรือ Remote working 100% ก่อนที่อื่นพอสมควร

เราแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนคือการทำงานภายในทีม และการทำงานร่วมกับบริษัท/แบรนด์ โดยที่บทความนี้เราจะเน้นไปที่การทำงานภายในทีม

ในการทำงานหลักๆแล้วเราใช้เครื่องมือในการสื่อสาร (Communication Tool) คือ Basecamp (ก่อนหน้านี้เราใช้ Slack,Teamwork และอื่นๆ)

สาเหตุหลักที่เราใช้เครื่องมือสื่อสารนี้คือ
1.สามารถแชทคุยได้
2.สามารถแยกระหว่างทีม และโปรเจคได้ (เรามีทีมหลักๆอยู่ 4 ทีมคือทีมประสานงาน ทีมการตลาด ทีมออกแบบ ทีมพัฒนาโปรแกรม และเรามีลูกค้าหลายโปรเจค)
3.สามารถบันทึกข้อมูลที่คุยกันเก็บเป็นรูปแบบบอร์ดข้อความได้
4.สามารถตั้งเวลาต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประชุมหรือการส่งงาน
*และทุกอย่างนี้รวมอยู่ในที่เดียว

“ยังดูไม่โมเดิร์น”
“อยากปรับแผนการตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น”
“เว็บ/แอป โหลดช้า”

เชื่อว่าคนทำงานหลายคนคงเคยได้ยินประโยคเหล่านี้ ซึ่งหากมองเผินๆ
อาจเป็นคำติชมทั่วไป แต่เราจะแยกผลตอบรับและความเห็นที่ได้จากกระบวนการทำงาน รวมถึงผลลัพธ์ในการทำงานร่วมกับลูกค้าของเรา (Client) และผู้บริโภคของลูกค้า (Consumer) ซึ่งจะแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อเสนอแนะ (Feedback) และความคิดเห็น (Opinion)

ข้อเสนอแนะ (Feedback)

ข้อเสนอแนะคือการตอบสนองต่อกระบวนการทำงานหรือผลลัพธ์ของงาน ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ของงานต่อๆ ไปได้ รวมถึงทำให้เราตั้งคำถามจากสิ่งที่ได้รับมา เช่น เราทำอะไรที่ผิดขั้นตอนหรือไม่? ถ้าทำผิดแล้วอะไรที่ถูก? ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่เข้าใจตรงจุดไหน? เพื่อเรียนรู้และหาวิธีการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น

ความคิดเห็น (Opinion)

ความคิดเห็นเป็นเรื่องของมุมมองหรือการตัดสินเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหรือข้อมูล ประโยชน์ที่ได้จากความคิดเห็นคือ เราสามารถนำไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรม รวมไปถึงการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ที่แสดงความคิดเห็น รวมไปถึงวิเคราะห์อารมณ์ได้

จากตัวอย่าง
“ยังดูไม่โมเดิร์น”
ถ้าความเข้าใจของเราและลูกค้าตรงกัน การออกแบบยุคโมเดิร์นคือช่วง Mid-Century ซึ่งเป็นยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม 40’s-60’s ลักษณะงานหรือจุดประสงค์ของงานที่เราทำอยู่ มีส่วนเกี่ยวข้องยังไงกับยุคสมัยนั้นหรือไม่?
ซึ่งในกรณีนี้เราแยก “ยังดูไม่โมเดิร์น” เป็นความคิดเห็น ในความหมายของการตีความมุมมอง ที่อาจจะยังดูไม่ทันสมัย ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบของการออกแบบให้ดูทันสมัย และสามารถคุยกันเพิ่มเติมได้ว่างานควรจะปรับไปในทิศทางไหน

เมื่อเราแยกประเภทของผลตอบรับออกเป็นข้อเสนอแนะและความคิดเห็น เราก็สามารถที่จะพัฒนากระบวนการทำงาน ผลลัพธ์ของงาน รวมไปถึงได้ทำความเข้าใจมุมมองซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลและสามารถประเมินอารมณ์ รวมถึงใช้ในการออกแบบประสบการณ์ให้กับลูกค้าได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ SUFFIX ทำอยู่เสมอ

คำถามที่ทีม SUFFIX มักจะตั้งคำถามเพื่อคิดและหาแนวทางในการทำงาน
ทั้งงานที่เป็นงานวางแผนรวมไปถึงงานออกแบบจะมีคำถามอยู่สองข้อเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

1. ทำไม (Why?)

คิดโดยการเริ่มต้นว่าโปรเจคนี้ทำไปทำไม จะทำให้ได้ผลลัพธ์หรือขั้นตอนของการทำงานที่มีเหตุผล และมีจุดประสงค์ชัดเจน

ผลลัพธ์ของงานที่ออกมาจากวิธีคิดนี้คือ
ข้อดี: งานออกมาตรงประเด็น อธิบายง่าย ได้มาตรฐาน
ข้อเสีย: งานที่ได้อาจจะไม่ได้แตกต่างไปจากธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

2. ทำไมจะทำไม่ได้ (Why not?)

คิดโดยการหาความเป็นไปได้ที่ธุรกิจในอุตสาหกรรมยังไม่ได้ทำ หรือความเป็นไปได้ที่อุตสาหกรรมอื่นทำ แล้วสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ และตรงจุดประสงค์ของงาน

ผลลัพธ์ของงานที่ออกมาจากวิธีคิดนี้คือ
ข้อดี: งานออกมาแตกต่าง
ข้อเสีย: ความเสี่ยงของงานที่ออกมาอาจจะวัดผลได้ยากกว่า

การคิดงานจากการตั้งคำถามสองรูปแบบนี้ทำให้ทิศทางและผลลัพท์ของงานที่ออกมาแตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ งานที่ได้มาตรฐาน และงานที่แสดงให้เห็นความเป็นไปได้

ตลอดการทำงานที่ผ่านมาของ SUFFIX เรามีลูกค้าที่เลือกแนวทางของงานที่ได้มาตรฐาน และมีลูกค้าที่เลือกแนวทางในการหาความเป็นไปได้ไม่ว่าจะเป็นแผนการตลาดไปจนถึงรูปแบบการออกแบบสื่อดิจิตอลต่างๆ

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาหลังจากเริ่มมีโควิท สิ่งที่เราสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือธุรกิจเริ่มมองหา “ความเป็นไปได้”ในทำการตลาดรวมถึงผลิตภัณฑ์ดิจิตอลมากขึ้น

“เมื่อเราอยู่ใกล้ปัญหาหรือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราจะไม่สามารถมองเห็นปัญหาได้ทั้งหมด หรือแก้ปัญหาเองได้”
โดยปัญหาส่วนใหญ่ในธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น ระบบ ทรัพยากร และอื่นๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจควรจะมีที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เป็นคนนอก

การมีผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาภายนอกมีประโยชน์กับธุรกิจประเภทไหนบ้าง?

ธุรกิจเอกชน (Private Company)
หากธุรกิจต้องการขยายทีมเพื่อรองรับเทคโนโลยีหรือบริการใหม่ๆ จะมีส่วนของค่าใช้จ่ายและระบบการฝึกทีมงานที่จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. การเข้าใจกลไกการทำงานของบริษัท
2. ฝึกทักษะเฉพาะด้านเพิ่มเติม

ดังนั้นสิ่งที่ธุรกิจจะเสียไปนอกจากค่าใช้จ่ายแล้วคือ “เวลา” ซึ่งหากพิจารณาจากลักษณะงาน ในกรณีที่เป็นโปรเจคระยะสั้นและระยะกลาง การมีบริษัทผู้เชี่ยวชาญภายนอกจะช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนาธุรกิจใหม่ได้ ส่วนถ้าเป็นโปรเจคระยะยาว ก็สามารถที่จะตกลงกันในเรื่องการถ่ายโอนงาน หรือการฝึกทีมงานเมื่อส่งมอบงานได้เช่นกัน

ธุรกิจครอบครัว (Family Business)
ผู้ประกอบการรุ่นใหม่อาจจะต้องการใช้หรือทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับธุรกิจครอบครัว แต่ด้วยลักษณะความสัมพันธ์ที่เป็นญาติ อาจจะต้องการผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาช่วยทั้งในส่วนของการทำงานและการโน้มน้าวให้เห็นถึงความสำคัญ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสิ่งต่างๆ ทั้งในเรื่องของการตลาดไปจนถึงเทคโนโลยีในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ธุรกิจมหาชน (Public Company)
การมีทีมงานเยอะและครบทุกหน่วยงานอาจส่งผลดีต่อภาพรวมของธุรกิจ แต่ถ้ามองเฉพาะด้านการตลาดหรือเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญภายนอกอาจมองเห็นแนวทางใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ได้มากกว่า เนื่องจากประสบการณ์และปริมาณงาน

ลองจินตนาการถึงเวลา 1 ปี

ทีมพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันภายในองค์กรสามารถทำงานและพัฒนางานของบริษัทและบริษัทในเครือได้ 1–3 โปรเจค ซึ่งแน่นอนว่าจะเข้าใจผลิตภัณฑ์หรือบริการของตนเองเป็นอย่างมาก

แต่เมื่อเทียบกับทีมพัฒนาเว็ปไซต์และแอปพลิเคชันภายนอกบริษัทที่ทำงานด้านนี้เหมือนกันอาจทำงานมากถึง 10–12 โปรเจคในรูปแบบของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่หลากหลาย

ซึ่งหากทั้งสองทีมได้ทำงานร่วมกันอาจทำให้ผลลัพธ์ของงานออกมาดีกว่า เนื่องจากปริมาณงานและประสบการณ์ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาของผู้เชี่ยวชาญภายนอกอาจช่วยลดความผิดพลาดในการทำงาน ทำให้ประหยัดเวลา รวมถึงทีมงานภายในก็จะได้ประสบการณ์และองค์ความรู้จากภายนอกเพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานต่อๆ ไป

นอกจากเรื่องของมุมมองและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแล้ว บริษัทภายนอกยังสามารถที่จะทำงานได้โดยอิสระ และไม่ต้องติดปัญหาหรือข้อจำกัดในเรื่องเป็นเทคโนโลยีหรือกฏระเบียบขององค์กรนั้นๆ รวมไปถึงเรื่องของผลประโยชน์ที่อยู่ในองค์กร เช่น ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกสามารถทำงานแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องตำแหน่ง หรือกระทั่งโบนัสที่เกิดขึ้นจากโปรเจคนั้นๆ ซึ่งอาจดีต่อผลลัพธ์ของงาน

แก้ปัญหาธุรกิจด้วยการทำความเข้าใจว่า “ปัญหาทำงานอย่างไร?”

เราทำงานเพื่อ “แก้ปัญหา” แต่ก่อนที่จะแก้ เราจะตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจและหาสาเหตุก่อนว่า “ปัญหาทำงานอย่างไร?”

ยกตัวอย่างเช่น
กรณีที่แบรนด์หนึ่งทำการสื่อสารแคมเปญเพื่อแนะนำบริการใหม่ให้ลูกค้า แต่เมื่อลูกค้าได้ทดลองใช้บริการแล้วเกิดปัญหาเรื่องได้รับบริการไม่ครบถ้วน หรือล่าช้า สิ่งที่ SUFFIX ทำคือวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของปัญหาว่าอาจเกิดจากอะไรได้บ้าง? และปัญหาทำงานยังไง? หรืออยู่ในส่วนไหนของระบบ

-เกิดจากการสื่อสารแคมเปญที่อาจจะไม่ได้ระบุเงื่อนไขการใช้บริการ ซึ่งหมายถึงปัญหาทำงานอยู่ในการสื่อสารแคมเปญนั้นๆ ส่วนที่ต้องแก้ไขแคมเปญ

-เกิดจากการสื่อสารภายในองค์กร ทีมงานอาจจะไม่รู้ว่าความรับผิดชอบของตนเองกับบริการใหม่มีขอบเขตการทำงานแค่ไหน ซึ่งส่งผลให้เป็นปัญหาที่เกิดจากการสื่อสารภายในองค์กร โดยอาจแก้ปัญหาด้วยการใช้เครื่องมือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือเว็บแอปพลิเคชั่นขององค์กรที่อาจจะต้องเพิ่มฟังก์ชั่นที่ช่วยในการสื่อสาร

-เกิดจากการดำเนินการที่มีขั้นตอนมากเกินไป ทำให้แบรนด์ไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้ในเวลาที่รวดเร็ว หากปัญหาทำงานอยู่ในกระบวนการทำงานที่มากเกินไป วิธีการแก้ปัญหาอาจจะเป็นการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น, การใช้เครื่องมือเข้ามาช่วย หรือกระทั่งออกแบบแอปพลิเคชั่นที่ทำงานอัตโนมัติมาทำงานในส่วนนั้นๆ แทน

การตรวจสอบและทำความเข้าใจว่าปัญหาธุรกิจของลูกค้าทำงานอย่างไร จะประกอบไปด้วย 4 แกนหลักนี้

1.การสื่อสาร (Communication)

ปัญหานี้แยกรายละเอียดได้อีกสองส่วนคือการสื่อสารภายใน และการสื่อสารภายนอกของแบรนด์หรือบริษัท ซึ่งการสื่อสารทั้งสองส่วนนี้ก็มีความเชื่อมโยงกันทำให้เกิดปัญหาใหม่ได้อีก โดยเราเริ่มจากสอบถามว่าธุรกิจใช้ช่องทางอะไรในการสื่อสารกับลูกค้า และช่องทางนั้นมีลูกค้าอยู่จริงหรือไม่? รวมไปถึงวิเคราะห์ประเด็นในการสื่อสารว่าต้องการให้คนที่อ่านเข้าใจประเด็นไหน หรือเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อะไร รวมไปถึงลักษณะการสื่อสารภายในทีมของลูกค้าว่าทีมงานได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ หรือมากไปจนเกินความจำเป็น

2.การดำเนินการ (Operation)

ในแต่ละธุรกิจมีการดำเนินการไม่เหมือนกันและมีหลายวิธีการและหลายรูปแบบ จึงมีปัญหาที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่สำคัญในการหาที่มาของปัญหา คือการเข้าใจภาพรวมว่าแต่ละขั้นตอนทำงานอย่างไร และขั้นตอนที่มีอยู่จำเป็นหรือไม่ โดยอาจจะแก้ปัญหาการหาเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดขั้นตอนการทำงาน หรือลดความผิดพลาด

3.ทรัพยากร (Resource)

ทรัพยากรที่สำคัญที่ทุกๆ ธุรกิจต้องบริหารจัดการคือเรื่องของเวลา รวมไปถึงเรื่องของงบประมาณด้วยเช่นกัน แต่นอกจากนั้นก็จะมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ ซึ่งอาจจะมีเรื่องของทีมงาน เทคโนโลยี รวมไปถึงเงื่อนไขในการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นๆ การทำความเข้าใจทั้งเงื่อนไขทั้งหมด เราจะสามารถพัฒนางานและสามารถใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

4.ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder)

SUFFIX เริ่มวิเคราะห์ตั้งแต่ทีมงานภายในองค์กรไปจนถึงลูกค้าของแบรนด์หรือบริษัทนั้นๆ รวมไปถึงกฏบริษัทหรือเงื่อนไขของธุรกิจ การทำความเข้าใจโครงสร้างองค์กรของลูกค้าว่าใครทำหน้าที่อะไร และรับผิดชอบในส่วนไหน เพื่อการติดต่อสอบถามข้อมูล การสอบถามปัญหา รวมไปถึงเรื่องการเมืองในองค์กรด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เราไม่ได้ปฎิเสธที่จะทำความเข้าใจ เพราะทุกปัจจัยมีผลกับผลลัพธ์ของงานโปรเจคนั้นๆ

ผลลัพธ์ของงานที่ SUFFIX ทำ ไม่ว่าจะเป็นแผนกลยุทธ์การตลาด ธุรกิจที่เป็นผลิตภัณฑ์ดิจิตอล เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่น จะมีการแก้ปัญหาจากการที่เรารู้ว่า “ปัญหาแต่ละปัญหาทำงานยังไง” และใช้กรอบแนวคิดนี้ในการแก้ปัญหาจริงให้กับแต่ละธุรกิจ

jate.life คือพื้นที่รวบรวมบันทึกต่างๆที่ผมคิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับคนอื่นๆโดยที่เนื้อหาจะประกอบไปด้วยความคิด ไอเดีย ซึ่งเกิดจากการบันทึกประจำวัน,การใช้งาน Digital Product ทั้งส่วนตัวและสำหรับการทำงาน รวมไปถึงการสรุปประเด็นหนังสือที่อ่าน

บันทึกต่างๆมาจากไหน?
บันทึกต่างๆเริ่มต้นมาจากเมื่อปี 2018 ผมเริ่มจดบันทึกว่าแต่ละวันผมเรียนรู้อะไรบ้างด้วย เพื่อจะได้ย้อนกลับไปดูได้ว่าเรียนรู้อะไร เมื่อไหร่ และเหตุการณ์ไหน โดยการจดบันทึกในสมุด แล้วเอามาพิมพ์ใน Tools ต่างๆเพื่อให้ Search หาจะได้ง่าย (ช่วงที่ขี้เกียจหน่อยก็จะใช้การถ่ายรูปแล้วอัพโหลดแทน แล้วค่อยมาพิมพ์อีกที) ช่วงแรกผมใช้ Google Keep และต่อมาเปลี่ยนไปใช้ Evernote และปัจจุบันผมใช้ Notion เป็นหลักในการจดบันทึกและรวบรวมข้อมูล เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการทำงาน เรื่องพวก Lifehack หรือพวก Productivity ต่างๆ

Digital Product สำหรับทำอะไร?
ส่วนนี้เป็นจะเนื้อหาเกี่ยวกับซอฟแวร์หรือแอพพลิเคชั่นที่ใช้ส่วนตัว เพื่อวัดผลหรือบันทึกกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการซอฟแวร์และแอพพลิเคชั่นในการทำงานที่ SUFFIX

การสรุปประเด็นหนังสือที่อ่าน?
ผมเริ่มต้นเขียนสรุปไว้ใน medium โดยใช้ชื่อ NONFICTIONBOOKCLUB ปี 2019–2020 ซึ่งปี 2021 เป็นต้นไปผมจะสรุปไว้ใน jate.life นี้แทน ประเภทของหนังสือที่จะสรุปก็จะเป็นหนังสิอแนว non-fiction เหมือนเดิมส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องวิธีคิด ธุรกิจ การเงิน และเทคโนโลย

*jate.life ผมใช้ Ghost เพราะอยากทดลอง CMS (Content management system)
อื่นๆ ที่ไม่ใช่ Wordpress
*ผมยังใช้ Medium ในการอ่านบทความเหมือนเดิมครับ

ขอบคุณครับ
เจตน์ เศรษฐฐิติ

ผมเลือกที่จะอ่านเล่มนี้เพราะอยากรู้ว่าเทคโนโลยีที่ Harvard Business Review
คาดการณ์เอาไว้ว่าปี 2021 จะมีเทคโนโลยีอะไรน่าสนใจบ้าง

ในเล่มแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ

1. เทคโนโลยีใหม่ๆที่พัฒนาสำหรับประสบการณ์ของลูกค้า (New Tech And The Evolving Consumer Experience)
2. เทคโนโลยีขั้นสูงที่จะพัฒนาการทำงานของเรา (Working Better With Advanced Technology)
3. เทรนด์เทคโนโลยีสำหรับธุรกิจ (The Next Tech Trends In Business)
4 ปัญหาที่จะเกิดขึ้นเมื่อการเทคโนโลยีขยายตัวเพิ่มมากขึ้น (Big Tech, Big Problems)

Voice Assistant (ระบบการสั่งการด้วยเสียง)

สาเหตุที่เทคโนโลยีการใช้เสียงเติบโตขึ้นเพราะการพูดของเราเร็วกว่าการพิมพ์…

ความน่าสนใจของบริษัทที่ปรึกษาคือวิธีคิดในการแก้ปัญหาให้ธุรกิจต่างๆ

ผมสนใจอ่านเล่มนี้เพราะอยากรู้วิธีคิด วิธีการจัดการ และวิธีการทำงาน โดยที่เล่มนี้จะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 ส่วนหลักๆ

1. แนวทางในการคิดวิเคราะห์ปัญหาของ McKinsey
(The McKinsey Way Of Thinking About Business Problems)

2. วิธีการทำงานเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจของ McKinsey
(The McKinsey Way Of Working to Solve Business Problems)

3. แนวทางในการขายวิธีการแก้ปัญหาในธุรกิจของ McKinsey
(The McKinsey Way Of Selling Solutions)

4. …

อ่านหนังสือเล่มนี้เพราะสนใจเรื่องวิธีการเรียบเรียงข้อมูล การเขียน Journal, To-do list, Short Note ทั้งหมดรวมอยู่ในที่เดียว เนื่องจากการทำ Bullet Journal จะนำทุกๆส่วนมาประกอบกันเป็นส่วนๆ (Module)

ความน่าสนใจอีกอย่างของหนังสือเล่มนี้คือ Ryder Carroll (ผู้เขียน) เป็นคนสมาธิสั้น (ADD) และยังทำงานออกแบบ Digital Product ต่างๆ ตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ทำงานออกแบบ Website ผมก็เลยลองอ่านดู

หลังจากอ่านจบผมทดลองทำได้ 2 สัปดาห์ ผมคิดว่าการใช้ The Bullet Journal Method…

ส่วนตัวผมคิดว่าชื่อหนังสือกับเนื้อหาในหนังสือไม่ได้เกี่ยวกันซักเท่าไหร่ หนังสือเล่มนี้เป็นประวัติ สุพจน์ ธีระวัฒนชัย (โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง) ในหนังสือจะมีเรื่องของการบริหารจัดการร้านอาหาร การเปิดตลาดใหม่โดยการเอาเครื่องดื่มต่างประเทศ(เบียร์เยอรมัน) มาผสมกับอาหารไทย เมื่อ 20 ปีที่แล้ว การวางกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งการบริหารจัดการลูกค้า

Highlight & Short Note

ประวัติโดยรวมของคุณสุพจน์ อยู่ในครอบครัวฐานะไม่ได้ดีมากมาย ครอบครัวอยู่แถวโรงพยาบาลกลางซึ่งมีอาหารอร่อยเยอะ แต่จะกินอะไรซักทีต้องคิดก่อนซื้อ ธุรกิจแรกทำเสื้อยืด แต่มีปัญหาเพราะว่าเป็นธุรกิจที่เป็นเงินเครดิต รวมถึงการผลิตออกมาเยอะและต้องหาที่ขาย ต่อมาคุณสุพจน์ทำเสื้อยืดแบรนด์ตนเอง ข้อผิดพลาดคือเมื่อได้กำไร ก็ขยายโรงงานใหญ่ขึ้น แต่กำไรลดลง เพราะต้องผลิตมากขึ้น และมีหนี้มากจนต้องปิดตัว…

Jate Saitthiti

CEO & Founder of SUFFIX #suffixworks

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store